บทวิจารณ์อัลบั้มของ U2
กว่าหนึ่งในสี่ศตวรรษที่ผ่านมา ยูทูเป็นวงดนตรีเพียงไม่กี่วงที่ยังคงความนิยมสูงสุดในวงกว้างไม่เสื่อมคลาย พัฒนาการยอดเยี่ยมปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดในอัลบั้มเพลงของพวกเขามาตลอดระยะเวลายาวนาน จนทำให้พวกเขาก้าวขึ้นสู่ทำเนียบสุดยอดร็อคแห่งตำนานอย่างสมภาคภูมิ
U2 (3 EP.)
1979 (2.5 stars)
อัลบั้มแรกของพวกเขาเป็นการซัดเซพเนจเข้าไปในงานรื่นเริงของชาวพั้งก์ ด้วยวัตถุดิบต่างๆนานาจากวง เดอะ เซ็กส์ พิสทอลส์ และเดอะ ราโมนส์ แต่ก็มีสุ้มเสียงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สอดแทรกให้เห็นอย่างเด่นชัด อีพีสามเพลงดังกล่าวไปได้สวยในไอร์แลนด์ แต่กลับไม่ได้รับการแยแสเท่าใดนักในอเมริกา ปัจจุบันมีการออกอีพีชุดนี้ใหม่ในรูปแบบของแผ่นดิสก์เพื่อนักสะสม แต่สภาพเสียงที่ได้รับกลับไม่ชวนให้น่าตื่นเต้นเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่น้อย
BOY
1980(3.5 Star)
ด้วยความสำเร็จอย่างสวยสดหมดจดในดินแดนไอริชบ้านเกิด พวกเขาเซ็นสัญญาออกอัลบั้มกับไอร์แลนด์ เรคคอร์ด โดยมีสตีฟ ลิลลี่ไวท์ เป็นโปรดิวเซอร์ สตีฟเป็นผู้มีชื่อเสียงในการสร้างสรรค์เสียงกลองดังกระหึ่ม และเสียงกีตาร์ก้องกังวานกับวงในสไตล์นิวเวฟอย่าง Ultravox, Siouxsie and the Banshees, XTC, The Psychedelic Focus เมื่อนำผลงานกีตาร์ก้องกังวานขงพวกเขากลับมาฟังใหม่ในยุคนี้ ก็ไม่รู้สึกว่าล้าสมัยแต่อย่างใด ต่างจากบรรดาผลงานกีตาร์จากวงดนตรีอื่นในยุคสมัยเดียวกัน อย่างเช่น Eho and the Bunny men หรือ Big Country ซึ่งคล้ายคลึงราวกับโคลนนิ่งมาจากยูทูแทบทั้งสิ้น
อัลบั้มดังกล่าวมีเพลงฮิตในแวดวงดนตรีใต้ดินอย่าง I will Follow และ Stories for Boys แต่บทเพลงที่เป็นเสมือนตัวแทนสุ้มเสียงในยุคต้นของวงกลับเป็น An Cat Dubh ซึ่งกระหึ่มไปด้วยเสียงกลอง ลิกกีตาร์กร๊งกริ๊งสดใสของดิ เอดจ์ และเสียงประสานโหยหวนของบาโน่
October
1981 (3 Stars)
ยูทูเปิดอัลบั้มที่สองจากการโปรดิวซ์โดยสตีฟ ลิลลี่ไวท์อย่างมั่นอกมั่นใจด้วยบทเพลงคลาสสิคอย่าง กลอเรีย ซึ่งบอกเนื้อหาสาระทางจิตวิญญาณที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเป็นอยู่ส่วนตัวของสมาชิกในวง (เกือบทุกคนเป็นคริสเตียน ยกเว้นอดัม เคลย์ตัน) นับเป็นความหาญกล้าอย่างยิ่งในการที่วงร็อคอื่นจะเขียนบทเพลง ซึ่งใช้ชื่อเดียวกันกับกลอเรียของแวน มอริสสัน ขึ้นมาอีกครั้ง แต่ยูทูกลับทำได้ยอดเยี่ยมโดยแท้ บทเพลงดังกล่าวมีท่วงทำนองเสนาะหูจนผู้ฟังสามารถร้องตามไปได้จนจบ
ความคิดความเชื่อแบบคริสเตียนยังคงมีให้เห็นในบทเพลงไฟร์, รีจอยซ์, และ วิท อะ เช้าท์ ( With a Shout) แต่อย่างไรก็ตามอัลบั้มนี้ก็ไม่ได้ฟังดูแข็งแรงกว่าอัลบั้มก่อนหน้า (แม้ว่าบทเพลงในอัลบั้มจะมีอายุยืนนานกว่าภาพถ่ายของสมาชิกในวงบนปกอัลบั้ม ลองดูทรงผมสไตล์นิวเวฟของสมาชิกในวงเอาเองแล้วกัน)
War
1983 (3 Star)
หลังจากหันไปหาเรื่องราวทางศาสนา คราวนี้พวกเขาทั้งสี่มุ่งความสนใจไปที่เรื่องราวทางการเมือง หลายต่อหลายคนลงความเห็นว่า นี่คืออัลบั้มยอดเยี่ยมอัลบั้มแรกของยูทู เสียงดนตรีจากการโปรดิวซ์ของลิลลี่ไวท์ นับได้ว่าเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดของผลงานตอนต้นของยูทู การเรียบเรียงประสานเสียงเต็มไปด้วยจินตนาการ ฝีมือเปียโนของดิ เอดจ์ แจ่มชัดเปี่ยมด้วยพลังอย่างแท้จริง เนื้อเพลงอย่างซันเดย์ บลัดดี้ ซันเดย์, นิวเยียร์ส เดย์, และเซคันส์ หนักแน่น สื่อความหมายตรงประเด็น
The Unforgettable fire
1984 (2.5 Stars)
อัลบั้มนี้ พวกเขาเปลี่ยนผ่านจากลิลี่ไวท์ไปหาบรรยากาศพิเศษ ในแบบแอมเบียนส์ โดยทีมงานโปรดิวเซอร์ แดเนียล ลานัวส์ และไบรอัน อีโน่ แต่อย่างไรก็ตามมันไม่ได้ลงตัวอย่างง่าย ภายในเวลาอันสั้น นั่นเป็นปัญหาโดยทั่วไปของการเปลี่ยนผ่านเปลี่ยนแปลงสไตล์ เนื้อเพลงอย่าง Ford of July, Elvis and America และ ไพร์ด ที่อุทิศให้กับมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ แสดงให้เห็นถึงความลุ่มหลงของบาโน่ที่มีต่ออเมริกา
The Joshua Tree
1987 (3.5 Stars)
อัลบั้มที่สองที่แสดงให้เห็นถึงความลุ่มหลงของบาโน่ที่มีต่ออเมริกา หากแต่ในครั้งนี้การสังเกตการณ์และเสียงวิจารณ์ในบทเพลงอย่าง บูลเลต อิน เดอะ บลู สกาย (ความจุ้นจ้านของอเมริการในเอล ซัลวาดอร์) และ อิน ก็อดส คันทรี ดูจะมีศิลปะและงดงามราวกับบทกวีมากกว่า ในขณะที่เสียงดนตรีในบทเพลงอย่าง แวร์ เดอะ สตรีท แฮฟ โน เนม และวิท ออร์ วิทเอาท์ ยู ดูจะมีลีลาเร้นลับ ชวนให้ค้นหาเสียจนอดที่จะฟังซ้ำอีกครั้งไม่ไหว นั่นต้องยกเครดิตให้กับทีมโปรดิวเซอร์ทั้งลานัวร์ และอีโน่ ซึ่งผลักดันให้พวกเขาทดลองเสียงใหม่ๆ จนออกมาเป็นผลงานชั้นเลิศ ลิลลีไวท์กลับมาช่วยมิกซ์บางบทเพลง ในขณะที่เอนจิเนียร์หนุ่มน้อยที่มีชื่อว่า ฟลัด รับหน้าที่รวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างไว้กับเทปบันทึกเสียง
Rattle and Hum
1988 (1.5 Stars)
ยูทูตามติดความสำเร็จอย่างล้นหลามจากอัลบั้ม เดอะ โจชัว ทรี ด้วยการผสมผสานวัตถุดิบใหม่ๆ กับบันทึกการแสดงสดซึ่งอุทิศให้กับรากเหง้าดนตรีอเมริกัน แต่สุ้มเสียงที่ออกมาก็ไม่ได้มีคุณภาพดิบดีเท่าที่หวังไว้ ทั้งสับสนและอื้ออึง สมาชิกในวงควรจะตระเตรียมตัวเองให้พรักพร้อมกว่านี้ในอัลบั้มถัดไป
Achtung Baby
1991 (4 Stars)
นี่คือผลงานชิ้นเอกของวงอย่างแท้จริง ผลงานชิ้นที่สามภายใต้การโปรดิวส์ของอีโน่ ยูทูได้สลัดคราบของความดิบเถื่อนในแบบพังค์ดั้งเดิมเข้าสู่แนวทางดนตรีในยุคโพสต์โมเดิร์น เพียงแต่การแสดงออกของบาโน่บนเวที ตลอดจนเทคนิคสารพันในทัวร์คอนเสิร์ตซูทีวี กลับดูจะละเลยเถิดไปบ้าง ในขณะที่เสียงดนตรีของพวกเขากลับอบอุ่นจริงใจไม่เคยเฉไฉไปไหน บางทีบทเพลงอย่าง วัน อาจจะเป็นบทเพลงที่เต็มไปด้วยหัวจิตหัวใจที่สุดเท่าที่วงเคยบันทึกเสียงมาก็เป็นได้
โดยรวมแล้วอัลบั้มนี้ เป็นอัลบั้มที่ยืนหยัดสู้กับกาลเวลาได้อย่างสมภาคภูมิทีเดียว ด้วยข้อพิสูจน์ที่ว่าผู้ชมผู้ฟังทั้งหลายแหล่ ตั้งหน้าตั้งตารอคอยมิวสิควิดีโอที่ถ่ายทอดไปตามสถานีโทรทัศน์กว่า 300 ช่องอย่างจดจ่อ เพียงเพื่อจะปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกให้กระเจิดกระเจิงไปชั่วครู่หนึ่ง
Zooropa
1993 (3.5 Stars)
อัลบั้มนี้บันทึกเสียงระหว่างทัวร์ซูทีวี แม้ว่าสิบบทเพลงในอัลบั้มจะไม่ถึง แต่ก็ต้องนับถือความพยายามที่จะทดสอบสุ้มเสียงใหม่ๆ ต่อเนื่องจาก Achtung Baby อัลบั้มก่อนหน้า บาโน่เบ่งบานสะพรั่งภายใต้การกำกับของอีโน่ เช่นเดียวกันกับเดวิด โบวี และ เดวิด เบิร์น ศิลปินก่อนหน้าตัวเขา ในขณะเมื่อขึ้นเวทีคอนเสิร์ตเขาสลัดคราบหมองหม่นชุดดำ ล้วนไปหาชุดซาตานลาสเวกัสขี้เล่นด้วยลีลาเยี่ยงคนบาปเต็มตัว ในบทเพลง Daddy’s Gonna Pay for Your Crashed Car, Some Day Are Better Than Others และบทเพลงอื่นๆเขาประสบความสำเร็จในการโคลนนิ่งเสียงร้องในแบบของโทนี เบนเนตต์ ในบทเพลง Baby Face และ สโมคกี้ โรบินสัน ในบทเพลง Lemon นี่อาจจะไม่ใช่อัลบั้มที่น่าสะสมที่สุด แต่ก็เป็นอัลบั้มที่น่าปรบมือให้กับการสุ่มเสี่ยงทดลองเสียงใหม่ๆของวง
Pop
1997 (2 Stars)
อัลบั้มนี้อีโน่ไม่ได้อยู่ด้วย ฟลัดและพรรคพวกอย่างโฮวี บี. มารับหน้าที่แทน อัลบั้มเต็มไปด้วยกลิ่นอายของสุ้มเสียงในแบบอิเลคทรอนิกส์จนพอจะเรียกได้ว่าอัลบั้มเทคโน ทางวงตัดสินใจทดลองกับแนวทางดนตรีเทคโนเต้นรำ หลังจากได้ร่วมกับอีโน่ออกอัลบั้มในแนวแอมเบี้ยนส์ในนามของวง Passengers อัลบั้มน่าจะออกมาดีทีเดียวเมื่อพวกเขาหันไปหาแนวเทคโนอย่างเต็มตัว ทั้งนี้ทั้งนั้นใครต่อใครก็เริ่มรู้สึกเอียนกับดนตรีร็อคไดโนเสาร์กับบ้างแล้ว
โมโฟก็คือการนำบทเพลงเก่าอย่าง วัน มาดัดแปลงใส่สีสันใหม่ๆ ในขณะที่เสียงกีตาร์ในบทเพลงดิสโก้เธคก็ชวนให้นึกถึงอัลบั้ม Boy’s last night on earth ก็คืออัลบั้ม โจชัว ทรี ในแบบอิเลคทรอนิกส์ แม้บาโน่จะบอกว่าเขาต้องการจะอุดรูรั่วจากน้ำมือของพพระเจ้า แต่ดันไปค้นหาวิธีการเอาจากหน้าแคตตาล็อกสินค้าตามแบบวัฒนธรรมป๊อปทั่วไป ท่ามกลางเสียงแพทเทิร์นกลอง และซินทิไซเซอร์อึกทึกครึกโครม ดูเหมือนว่ายูทูจะวิ่งไขว่คว้าความว่างเปล่า
All That You Can’t Leave Behind
2000 ( 3 Stars)
อัลบั้มนี้บรรดานักวิจารณ์และแฟนเพลงต่างก็ลงความเห็นว่ายูทูกำลังกลับไปหาสุ้มเสียงในแบบดั้งเดิม มันเป็นอัลบั้มที่หากว่าใครชื่นชอบในตัวตนของวงดนตรีนี้ก็ยากที่จะปฏิเสธแม้ว่ามันจะไม่ถูกจัดอันดับว่าเป็นอัลบั้มสุดโปรดตลอดกาลก็ตาม
ไม่มีลิฟกีตาร์หนักหน่วง ไม่มีบรรยากาศในแบบแอมเบียนส์ ไม่มีสุ้มเสียงอื่นใดที่คุณจะเหวี่ยงเข้ามาหาโดยที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน ผมเพียงต้องการตามหาท่วงทำนองที่ลงตัว บทเพลงที่ผมสามารถจะขับกล่อมในหมู่เพื่อนพ้อง บาโน่ครวญคร่ำในบทเพลง Stuck in a moment You Can’t Get Out Of บอกเล่าความในใจอย่างเข้าเป้าตรงประเด็น นอกจากนั้นยังมีบทเพลงที่มีท่วงทำนองสละสลวยงดงามอีก อย่าง Beautiful Day, White Honey, Place on Earth, New York, แต่ก็ไม่มีบทเพลงน่าจดจำเหมือนเช่น One Even Better Than The Real Thing และ With All Without You











ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น